คดียักยอกทรัพย์ ยอมความได้หรือไม่ มีทางออก ทางแก้ไขอย่างไร

 

ตามกฎหมายที่เขียนไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะ 12 ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ หมวด 5 ความผิดฐานยักยอก มาตรา 352 – 356

 

มาตรา 352 ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน 6000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ส่วนวรรค 2 เป็นการยักยอก ของที่ส่งให้โดยสำคัญผิดหรือของหาย

ถ้าทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำความผิด เพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไปด้วยประการใด หรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำความผิดเก็บได้ ผู้กระทำต้องระวางโทษเพียงกึ่งหนึ่ง

 

ยักยอก มีความหมายว่ายังไง

ในการยักยอกทรัพย์ ทรัพย์ที่จะยักยอก จะต้องอยู่ในการครอบครองของผู้กระทำผิดอยู่แล้ว ต่อมามีการเบียดบังเอาทรัพย์นั้นไปโดยมีเจตนาทุจริต ซึ่งเจตนาเป็นสิ่งที่สำคัญมากในทางอาญาโดยเฉพาะเจตนาทุจริต ถ้าไม่มีเจตนาจะไม่เข้าความผิดฐานยักยอกทรัพย์เลย

 

ทรัพย์ที่ยักยอก เช่น เงิน โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือบางทีก็เป็นทรัพย์ของนายจ้าง แบบนี้เป็นต้น

ยกตัวอย่าง เช่นมีคนโอนเงิน ผิดบัญชีมายังบัญชีของเรา จากนั้นเราก็กดเงินจำนวนนี้เอาไปใช้จ่าย ทั้งที่รู้อยู่ว่าเงินที่โอนผิดมานี้ไม่ใช่เงินของเรา อย่างนี้มีความผิดฐานยักยอกทรัพย์

กรณีไม่ผ่อนชำระค่างวดก็อาจ >>> โดนฟ้องศาลเรื่องรถยนต์ ได้  หรือหาก >>> ขึ้นศาลเรื่องรถ ไม่มีรถไปคืน ก็อาจถูกฟ้องยักยอกได้

 

 

ยักยอกทรัพย์ ทางออก ทางแก้ไข ยอมความได้ไหม

คดียักยอกทรัพย์ไม่ใช่อาญาแผ่นดิน แต่เป็นความผิดอาญาต่อส่วนตัว นั่นคือเป็นความผิดอาญาอันสามารถยอมความกันได้ เราจึงมีแนวทาง แก้ไขปัญหา

  1. พูดคุยกับเจ้าหนี้ ว่าจะเอายังไงจะผ่อนชำระบรรเทาความเสียหายให้เขา กี่บาทกี่เดือน
  2. ถ้าเจ้าหนี้แจ้งความไว้แล้วกับตำรวจ เมื่อได้รับหมายเรียกก็ไปพบตำรวจเลย เอาเจ้าหนี้มาด้วยโทรคุยปรึกษากัน ความผิดที่ผิดไปแล้วก็ว่ากันไปแต่ตอนนี้เราต้องบรรเทาความเสียหายและต้องมีความจริงใจด้วย
  3. การบรรเทาความเสียหายให้เจ้าหนี้อาจจะเป็นการผ่อนชำระ เราจะต้อง คำนวณให้ดีว่ายอดเงินผ่อนชำระไหวกี่บาท จะได้ไม่ต้องผิดคำพูดกันอีก
  4. หากเราบรรเทาความเสียหายเป็นที่พอใจแก่เจ้าหนี้แล้วเจ้าหนี้ทำการ ถอนแจ้งความหรือถอนคำร้องทุกข์คดีอาญาเป็นอันสิ้นสุดลง คดีเป็นอันระงับ เป็นผลดีกับทุกฝ่าย เจ้าหนี้ได้รับบรรเทาความเสียหายเราเองไม่ต้องเป็นคดีและไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายด้วย

 

และนี่จึงเป็นทางออกสำหรับคดียักยอกทรัพย์ ผู้ที่หลงกระทำผิดทางอาญาฐานนี้ไปแล้ว พยายามพูดคุยกับเจ้าทุกข์ และบรรเทาความเสียหายจะเป็นที่พอใจแก่เจ้าทุกข์หรือโจทก์ดังที่กล่าวมาเบื้องต้น โจทก์สามารถถอนคำร้องทุกข์ได้ (แต่เป็นสิทธิ์ของโจทก์จะถอนหรือไม่ถอนก็ได้)

 

 

 

กรณีใดบ้างที่เป็นการยักยอกทรัพย์

เช่น เราไปเช่ารถมาขับรายเดือน เมื่อถึงกำหนดต้องคืนรถแล้ว มีเจตนาไม่ยอมคืน เบียดบังทรัพย์คือรถยนต์ของผู้ให้เช่ามาเป็นของเรา แต่ถ้าเราไม่มีเจตนาก็ไม่มีความผิดฐานยักยอก ดังนั้นการเจตนากระทำความผิดในความผิดฐานนี้ต้องมีเจตนา

 

การจะมาวินิจฉัยว่าเข้าข้อหายักยอกหรือไม่จึงต้องดูข้อเท็จจริงให้ชัดเจน แม้ตัวจำเลยกระทำความผิดสำเร็จไปแล้ว ต่อมามีการตกลงชดใช้ค่าเสียหายกับโจทก์  ซึ่งทั้งคู่สามารถตกลงยอมความกันได้

 

 

 

บทลงโทษข้อหายักยอกทรัพย์

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ตอนท้ายระบุเรื่องการลงโทษไว้ดังนี้ “ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน 6000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” นี่เป็นการเขียนบทลงโทษว่าง่ายตามกฎหมายระบุไว้แต่ในความเป็นจริงเมื่อท่านเป็นจำเลยในคดีอาญาและศาลจะพิพากษาลงโทษท่านจำคุกกี่ปี นั่นเป็นดุลพินิจของศาล

 

 

อายุความคดียักยอกทรัพย์

เนื่องจากเป็นความผิดอาญาอันยอมความได้ จึงมีอายุความ 3 เดือน นับจากวันที่รู้เรื่องหรือรู้ตัวผู้กระทำความผิด

 

หนทางแก้ไข ความผิดยักยอกทรัพย์

1.ในชั้นตำรวจ เมื่อได้รับหมายเรียก ให้ไปตามหมายเรียกเพื่อพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ รับทราบข้อกล่าวหา

2.ถ้าคุยกับผู้เสียหายได้ เพื่อจะตกลงบรรเทาความเสียหาย ให้คุยและทำตามนั้น และรับปากต้องให้สัญญาเป็นสัญญา

3.คดียักยอกทรัพย์เป็นความผิดอาญาอันยอมความได้ ดังที่กล่าวมาแล้วเบื้องต้น

4.คุยกับผู้เสียหายให้ชัดเจนว่าถ้าเรามันทำความเสียหายจนเป็นที่พอใจแล้ว ขอให้มีการ ถอนฟ้องหรือถอนคำร้องทุกข์

5.คุยกับผู้เสียหายดีๆ รับปากแล้วต้องรับปากให้ชัดเจน อะไรทำได้ไม่ได้ อย่าทำให้เขาเสียน้ำใจอีก

6.การถอนฟ้องถอนคำร้องทุกข์เป็นสิทธิ์ของโจทก์หรือผู้เสียหาย เขาจะถอนหรือไม่ถอนก็ได้ ดังนั้นเมื่อทำความผิดแล้ว ต้องสำนึกผิดและทำตัวให้น่ารัก มันจะเป็นผลดีต่อท่านเอง

7.ถ้าได้รับหมายเรียก แล้วไม่ไปตามหมายเรียก 2 ครั้ง ตำรวจจะทำการออกหมายจับ

8.เมื่อถูกจับตามหมายจับ อาจจะต้องมีการทำการประกันตัวเกิดขึ้น อันเป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายของท่านโดยไม่จำเป็น

9.กรณีถูกฟ้องเป็นคดีต่อศาลแล้ว ไปคุยกันในชั้นศาลก็ดีจะได้บันทึกข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร ในเรื่องการบรรเทาความเสียหายให้กับโจทก์ต่างๆ

 

 

เน้นย้ำ ความจริงใจในการแก้ปัญหาด้วยความสำนึกผิด เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด อย่าสักแต่ว่ารับปาก ให้ตัวเองหลุดพ้นไปวันๆ รับปากแล้วไม่ทำตามที่ ตกลงหรือสัญญากันไว้กับโจทก์ เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่ง

>>> ปรึกษาทนาย https://sites.google.com/site/nitilawteam/law24hr