ขึ้นศาลเรื่องรถ ไม่มีรถคืน โดนฟ้องยักยอกทรัพย์

ขึ้นศาลเรื่องรถ แล้วไม่มีรถคืน ทำไงดี

ท่านผิดสัญญาเช่าซื้อ บริษัทเช่าซื้อยกเลิกสัญญาเช่าซื้อ รถยนต์ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทเช่าซื้อบริษัทเช่าซื้อมีสิทธิ์ ยึดรถในความครอบครองของท่านคืน และริบเงินค่าเช่าซื้อที่ผ่อนมาแล้วทั้งหมดได้

ในกรณีที่ท่านขึ้นศาลเรื่องรถ ไม่มีรถคืน เมื่อบริษัทเช่าซื้อฟ้องท่านต่อศาล สามารถเขียนในคำขอท้ายฟ้องให้ท่านคืนรถคันดังกล่าวหรือหากไม่สามารถคืนได้ให้ใช้ราคารถยนต์นั้นแทน ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาสามารถขอได้ตามกฎหมาย

ส่วนกรณีที่ท่าน ขึ้นศาลหรือโดนฟ้องศาลเรื่องรถแล้วไม่มีรถคืนกับเจ้าของกรรมสิทธิ์รถนั้น ก็ต้องมาดูสาเหตุด้วย

  1. เช่นรถท่านถูกขโมยไปท่านจะต้องไปแจ้งความ เพื่อ ตามจัดการกับผู้ที่ขโมยรถยนต์ของท่านไปและจัดการเรื่องเคลมประกันด้วย หากรถยนต์ท่านทำประกันชั้น 1 และมีการคุ้มครองรถยนต์ ในกรณีมีการสูญหายเกิดขึ้น
  2. แต่หากท่านนำรถของท่านไปจำนำเถื่อน จะมาอ้างว่ารถถูกขโมยหรือรถหายไปไม่ได้ ไม่เช่นนั้นท่านจะถูกแจ้งในข้อหาแจ้งความเท็จ อย่าคิดและอย่าหาทำ ไม่ดี
  3. การไม่มีรถคืน ท่านอาจจะถูกแจ้งความในข้อหาอาญายักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352    (สำหรับคดียักยอกทรัพย์ มีทางออกยังไง ? )

 

สำหรับในเรื่องเกี่ยวกับรถยนต์ สาเหตุมาจากที่ท่านไปผ่อนรถยนต์ไว้กับบริษัทไฟแนนซ์ลีสซิ่ง เมื่อถึงเวลา จะต้องผ่อนชำระค่างวดรายเดือนแต่หากว่าท่านไม่ผ่อนชำระค่างวดรายเดือน 3 งวดติดต่อกัน บริษัทไฟแนนซ์ทำการ ส่งหนังสือทวงถามให้กับท่านให้ชำระหนี้ทั้งหมดที่ค้างชำระ ภายใน 30 วัน หากท่านยังไม่ดำเนินการ บริษัท ผู้ให้เช่าซื้อหรือบริษัทไฟแนนซ์จะทำการยกเลิกสัญญาเช่าซื้อ และมีสิทธิ์ติดตาม รถยนต์ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทไฟแนนซ์นั้นคืน

 

เมื่อท่านผิดสัญญาเช่าซื้อ บริษัทผู้ให้เช่าซื้อก็จะทำการฟ้องท่านเป็นจำเลยต่อศาลเป็นคดีแพ่ง เป็นคดีผู้บริโภคโดยเป็นคดีเช่าซื้อ ในคำขอท้ายฟ้องบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ มีการขอให้ท่านชำระค่างวดที่คงค้างชำระและขอให้คืนรถยนต์ด้วย โดยในการฟ้อง อาจจะแบ่งออกเป็นกรณีที่ท่านได้คืนรถไปแล้ว กลับกรณีที่ขณะฟ้องท่านยังไม่ได้คืนรถให้กับบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ คำขอท้ายฟ้องอาจจะมีความแตกต่างกัน แต่ที่แน่ๆถ้าเช่าซื้อที่ผ่อนชำระไปแล้วท่านจะถูกริบ อันนี้เป็นสิทธิ์ตามกฎหมาย

 

กรณีที่ท่านยังไม่ได้คืนรถ ให้กับบริษัทไฟแนนซ์

จะต้องทำการชำระราคารถยนต์ส่วนที่คงเหลือ ให้ทางบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ อธิบายได้ดังนี้ ท่านซื้อรถยนต์มาในราคา สวัสดีครับ 1.5 ล้านบาท ทำเรื่องผ่อนรถยนต์กับบริษัทไฟแนนซ์รวมดอกเบี้ยรวม vat เป็นราคา 1.7 ล้านบาท เมื่อท่านทำการผ่อนชำระไปได้แล้วเป็นยอดเงิน 1,000,000 บาท คำนวณแล้วเหลือเงินที่จะต้องทำการผ่อนชำระเป็นงวดกับไฟแนนซ์รวมอีกเป็นจำนวน 700,000 บาท แต่เมื่อท่านไม่สามารถผ่อนชำระเป็นงวดให้กับไฟแนนซ์โดยติดค้างชำระค่างวดเป็นเวลา 3 เดือน รวมระยะเวลาทวงถามอีก 1 เดือนรวมเป็น 4 เดือน ไฟแนนซ์จึงทำการมาฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาล เป็นคดีผู้บริโภค จึงต้องฟ้องตามภูมิลำเนาของจำเลย

 

ตามคำขอท้ายฟ้องในคดีนี้ มีคำขอให้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ(ก่อนบอกเลิกสัญญา) และให้คืนรถยนต์แก่บริษัทไฟแนนซ์หรือหากคืนไม่ได้ใช้ราคา และมีค่าขาดประโยชน์ ของรถยนต์คันดังกล่าวจนกว่าท่านจะคืนรถยนต์คันดังกล่าวให้กับไฟแนนซ์ หรือใช้ราคาเสร็จสิ้น

 

สรุปง่ายๆขึ้นศาลเรื่องรถถ้าไม่มีรถยนต์มาคืนท่านก็ต้องใช้ราคา กรณีรถยนต์ของท่านถูกขโมยหรือหายไป นั่นไม่ใช่ความรับผิดชอบในส่วนของบริษัทผู้ให้เช่าซื้อหรือไฟแนนซ์ไฟแนนซ์ แต่เป็นหน้าที่ของท่านที่จะต้องไปแจ้งความในข้อหาลักทรัพย์ และดูด้วยว่ารถคันนี้มีประกันชั้น 1 ที่คุ้มครองเรื่องรถหายหรือถูกโจรกรรมหรือไม่ ซึ่งถ้ามีประกันที่คุ้มครองเรื่องถูกโจรกรรมประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 จะมีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนนี้แต่อาจจะไม่เต็มวงเงิน ซึ่งใน คดีลักทรัพย์ที่จะฟ้องใหม่ท่านเป็นโจทก์ ฟ้องจำเลยผู้ขโมยรถยนต์ของท่าน สามารถเรียกค่าเสียหายเงินจากจำเลยในคดีลักทรัพย์

 

โดยในส่วนนี้มีเรื่องเกี่ยวกับประกันภัยรถยนต์มาเกี่ยวข้องหากท่านทำประกันรถยนต์ชั้น 1 และคุ้มครองในเรื่องรถยนต์หายไปเนื่องจากการถูกขโมยด้วย ส่วนนี้บริษัทที่รับประกันภัยก็จะเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ถ้าไม่มี ประกันภัยมารับผิดชอบเรื่องมูลค่ารถหายท่านต้องรับผิดชอบเองไปก่อน

 

การลดความเสี่ยงในการขึ้นศาลเรื่องรถยนต์

ตอบแบบกำปั้นทุบดิน ใช้รถยนต์ที่มันราคาถูกหน่อยคือให้มีค่าผ่อน ชำระรายเดือนเป็นจำนวนเงินน้อย อย่างน้อยก็เป็นการลดความเสี่ยง ยามที่เศรษฐกิจมันไม่ดีหรือรายได้ไม่เข้าเป้า เช่นคุณผ่อนชำระรถยนต์รายเดือนเดือนละ 20,000 บาท กลับไปซื้อรถยนต์มือสองอายุงานซัก 2-3 ผ่อนชำระรายเดือนเดือนละ 12,000 บาท ความเสี่ยงต่างกัน 8,000 บาท เมื่อคุณเศรษฐกิจไม่ดีการผ่อนชำระรถยนต์เดือนละ 20,000 บาทกับ 12,000 บาทมันต่างกันมาก อันนึงแล้วรถยนต์ไม่จำเป็นจะต้องซื้อมือหนึ่งเสมอไปหากท่านดูรถยนต์เป็นหรือให้ผู้ที่ดูรถยนต์เป็นไปช่วยดูรถยนต์ให้ท่าน

 

รุ่นรถยนต์ที่เลิกใช้ไม่จำเป็นจะต้องใช้รุ่นท็อปเสมอไปด้วย ขอแค่มี Option ความปลอดภัยให้ครบก็พอ แค่นี้ท่านจะสามารถลด ราคารถยนต์ได้นั่นเป็นการลดค่าใช้จ่ายของท่าน ได้เป็นเงินมากโข

 

แบบนี้ท่านอาจมีความจำเป็นในการใช้รถยนต์บ้างโดยเฉพาะในวันหยุด อาจจะต้องเดินทางไปต่างจังหวัดกลับบ้าน เยี่ยมพ่อแม่ เยี่ยมครอบครัว รถยนต์ที่ใช้จึงอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้รถยนต์มือหนึ่งก็ได้ท่านอาจจะใช้รถยนต์มือสองที่เป็นแบรนด์รองซึ่งราคาไม่แพงมาก ในราคามือสอง

 

รถยนต์บางกรณีไม่จำเป็นที่ต้องใช้รถยนต์ที่มีขนาดใหญ่หรือรุ่นสูงสุดในตลาด เช่นแทนที่จะซื้อรถยนต์ SUV ซึ่งราคาแพง ท่านอาจจะใช้แค่รถยนต์นั่ง 4 ประตูอเนกประสงค์ แล้วนำมาปรับแต่งช่วงล่าง สมรรถนะก็จะ ต่างกับ SUV ไม่มาก และหากท่านซื้อรถยนต์เป็นรถยนต์มือสองท่านจะประหยัดเงินได้อีกหลายบาทเช่นกัน

 

การที่ฐานราคารถยนต์ราคาถูก เงินที่ใช้ผ่อนชำระค่างวดรายเดือนจะมียอดเงินน้อยกว่า เรียกว่าผ่อนอย่างสบายใจ เศรษฐกิจไม่ดีท่านก็ยังประคองตัวอยู่ได้ คิดง่ายๆใช้สอนให้ประหยัดเข้าไว้ เศรษฐกิจไม่ดียังไงคนอื่นไม่รอดแต่เรายังรอด ดีกว่าโดนไฟแนนซ์มายึด หรือขึ้นศาลเรื่องรถแล้วไม่มีรถคืนจะเป็นเรื่องยุ่งยากมากกว่าเดิม และท่านจะเสียหายมากด้วย

>>>รับทวงหนี้ tpa.or.th

ผ่อนชำระรถยนต์ อย่าผิดสัญญาเช่าซื้อ

การที่ท่านผิดสัญญาเช่าซื้อในเรื่องการผ่อนชำระรถยนต์จะทำให้ท่านมีความเสียหายอย่างมาก และจะบอกว่ารถยนต์ถึงแม้ว่าเราจะคืนกับบริษัทไฟแนนซ์ไปแล้ว เขานำไปประมูลขายทอดตลาดได้เงินไม่พอมาใช้หนี้เขาก็จะนำคดีมาฟ้องต่อศาลมาเรียกเงินส่วนต่างจากเราได้ ดังนั้นอย่าคิดว่าเรา ขึ้นศาลเรื่องรถและคืนรถไปแล้ว คดีมันจะจบ ไม่จบนะครับ เน้นย้ำเลย ไม่ใช่คืนรถแล้วคดีจะจบ

>>> tpa.or.th ทนาย

การถูกฟ้องเป็นจำเลย เมื่อขึ้นศาลเรื่องรถ ไม่มีรถคืน เราก็จะถูกเจ้าหนี้เรียกให้ใช้ราคาแทน และถูกเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถคันดังกล่าวด้วย